อิหร่าน โต้ ทรัมป์ กีดกันไม่ให้เข้าร่วม ฟุตบอลโลก
ความขัดแย้งระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ประเทศอิหร่าน ได้ลุกลามกลายเป็นประเด็ดร้อน ที่เกี่ยวกับ ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วม โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตั้งคำถามเรื่อง “ความปลอดภัย” ที่แฝงไปด้วยนัยทางการเมืองอย่างรุนแรง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่เพิ่งผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าแม้ ทีมชาติอิหร่าน จะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขันตามสิทธิ์ แต่เขาคิดว่ามัน “ไม่เหมาะสม” ที่พวกเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ความปลอดภัยในชีวิตของตัวนักเตะเอง” ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง
คำพูดนี้ถูกตีความทันทีว่าเป็นการส่งสัญญาณ “ไม่ต้อนรับ” และเป็นการกดดันทางอ้อมให้ อิหร่าน ถอนตัวจากการแข่งขัน
จากนั้น อิหร่าน ไม่ปล่อยให้รอนาน เมื่อทางสมาคมฟุตบอลอิหร่าน ได้ออกมาแถลงการณ์สวนกลับอย่างเผ็ดร้อนผ่านสื่อโซเชียล โดยมีประเด็นสำคัญที่ตอกหน้าเจ้าภาพอย่างจัง โดย อิหร่าน ย้ำว่า ฟุตบอลโลก เป็นมหกรรมกีฬาระดับประวัติศาสตร์ที่มี ฟีฟ่า เป็นผู้ดูแลเพียงผู้เดียว ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีอำนาจสั่งห้ามทีมที่ผ่านเข้ารอบตามกติกา
“เราเข้ารอบมาด้วยหยาดเหงื่อและชัยชนะของเหล่าบุตรชายผู้กล้าหาญของ อิหร่าน” แถลงการณ์ระบุ พร้อมย้ำว่า อิหร่าน เป็นหนึ่งในชาติแรกๆ ที่คว้าตั๋ว ฟุตบอลโลก 2026 มาได้ด้วยผลงานในสนาม ไม่ใช่การหยิบยื่นให้จากใคร
จุดที่แสบสันที่สุดคือการที่ อิหร่าน ระบุว่า “หากประเทศที่เรียกตัวเองว่าเจ้าภาพ ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้แก่นักกีฬาที่เข้าร่วมได้ ประเทศนั้นต่างหากที่ควรถูกถอดถอนจากการเป็นเจ้าภาพ”
ขณะนี้ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธาน ฟีฟ่า ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก แม้ก่อนหน้านี้เขาจะออกมายืนยันว่าได้รับการรับรองจาก ทรัมป์ แล้วว่าเขายินดีต้อนรับ อิหร่าน แต่คำพูดล่าสุดของ ทรัมป์ กลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
กฎเหล็กของ ฟีฟ่า คือ “ห้ามการเมืองแทรกแซงกีฬา” หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการวีซ่าหรือสร้างอุปสรรคต่อทีมนักกีฬา ทีมชาติอิหร่าน สหรัฐฯ เองอาจเสี่ยงต่อการถูกลงโทษจากองค์กร บอลโลก แต่ในขณะเดียวกัน รมว. กีฬาของ อิหร่าน เองก็เริ่มส่งสัญญาณว่า “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การเข้าร่วมอาจเป็นไปไม่ได้” ซึ่งสร้างความกังวลว่าแฟนบอลอาจไม่ได้เห็นหนึ่งในทีมที่แกร่งที่สุดของเอเชียในสนามครั้งนี้
การตอบโต้ของ อิหร่าน ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องสิทธิ์ในเชิงกีฬา แต่เป็นการประกาศก้องว่า “ศักดิ์ศรีของชาติ” สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ฟุตบอลโลก 2026 ที่ควรจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี กำลังกลายเป็นกระจกสะท้อนความร้าวรานของภูมิศาสตร์การเมืองโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ไม่มีใครกีดกันเราได้ นอกจากความอยุติธรรมที่โลกกำลังสร้างขึ้น” ส่วนหนึ่งจากความเห็นบนกระแสในโลกโซเชียลของแฟนบอลชาว อิหร่าน
จนถึงตอนนี้สถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคลุมเครือ รัฐมนตรีกีฬาของอิหร่านเริ่มส่งสัญญาณว่า “อาจจะไม่เข้าร่วม” เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบและการโจมตีทางทหารที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้การเดินทางไปแข่งในแผ่นดินสหรัฐฯ (โดยเฉพาะใน แอลเอ และ ซีแอตเทิล) มีความเสี่ยงสูง
และแน่นอนว่า ฟีฟ่า อยู่ในที่นั่งลำบาก เมื่อพยายามรักษาภาพลักษณ์ “กีฬาไม่เกี่ยวกับการเมือง” แต่การที่เจ้าภาพหลักอย่างสหรัฐฯ แสดงท่าทีคุกคามประเทศสมาชิก ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อการจัดงานครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่า อาจแก้ปัญหาด้วยการการแข่งในสนามกลาง (Neutral Venue) โดยหากสถานการณ์ความปลอดภัยในสหรัฐฯ ไม่เอื้ออำนวยจริงๆ ฟีฟ่า มีระเบียบรองรับการขอย้ายไปแข่งในสนามกลางที่ไม่ได้อยู่ในประเทศคู่ขัดแย้ง
แนวทางที่ ฟีฟ่า ใช้อาจสั่งให้แมตช์ที่ อิหร่าน ลงแข่ง ย้ายไปจัดที่ เม็กซิโก หรือ แคนาดา ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมและมีท่าทีทางการเมืองที่ผ่อนปรนกว่า ซึ่ง อิหร่าน เพิ่งประกาศ (เมื่อ 11 มีนาคม 2569) ว่าจะ “ระงับการเข้าร่วม” โดยสิ้นเชิงเพื่อประท้วงการโจมตีทางทหาร ทำให้การย้ายสนามอาจไม่เพียงพอที่จะดึง อิหร่าน กลับมา
ขณะเดียวกัน หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการวีซ่าเพื่อแบนนักกีฬา อิหร่าน สมาคมฟุตบอลอิหร่านสามารถฟ้องต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) ได้ และถ้า CAS ตัดสินว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมือง สหรัฐฯ อาจถูกสั่งปรับมหาศาล หรือถูกแบนจากการแข่งขันในฐานะทีมชาติเช่นกัน (คล้ายกับกรณีที่ รัสเซีย เคยโดน)
และสำหรับแฟนๆที่สนใจ ทีเด็ด SBOTOP และ ฟุตบอลโลก 2026 ทีเด็ดเดิมพัน รวมไปถึง ฟุตบอลโลก 2026 ผลการแข่งขัน สามารถติดตามข่าวได้ที่นี่
●●●
เข้าชมบล็อคของเราเพื่อดูข้อมูลต่างๆ และค่าอ๊อดส์ที่หลากหลายของฟุตบอล
อัพเดทข่าวสารทุกอย่างเกี่ยวกับกีฬาและการเดิมพัน




